Home

รัตตัญญูชน กรุณา กุศลาสัย ผู้จากไป

ครูบาอาจารย์ทางตัวหนังสือของผมอีกท่านหนึ่ง  "กรุณา  กุศลาสัย"  ท่านก็สิ้นเหตุปัจจัยแห่งชีวิตจากภพ-จากชาตินี้ไปแล้วเมื่อวาน  (๑๔  ส.ค.๕๒)  "ท่านจันทร์"  ฝากก๊อบปี้ข้อความหนึ่งมากับนักข่าวถึงผม  เป็นข้อความด้วยตัวพิมพ์ดีดเมื่อ  ๒๐  กว่าปีที่แล้วเก็บไว้  คงจะถ่ายสำเนามาหลายทอด   ในฉบับที่ผมได้รับตัวอักษรจึงค่อนข้างจะชุ่มหมึก  ผิด-ถูกอย่างไรอภัยด้วย  ผมจะค่อยๆ  แกะให้อ่านกัน  ดังนี้

คำขอร้องเกี่ยวกับการตายของพ่อ

ถึง  เกษ  ยุ้ย  และ  กือ  ลูกรักทั้งสามคน ด้วยพ่อได้คำนึงถึงวัยและสังขารของตนเองเห็นว่า  ความชราได้เข้ามาครอบงำพ่อทั้งในด้านรูปธรรมและนามธรรม  ไม่ควรจะตั้งอยู่ในความประมาท  จึงใคร่ขอร้องลูกทั้งสามคน  ทั้งโดยส่วนตัวแต่ละคน  และโดยส่วนรวมร่วมกันทั้งสามคน  ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้  ในกรณีที่พ่อถึงแก่ความตาย

๑.ให้รีบติดต่อแจ้งการตายต่อเขตท้องที่ภายใน  ๒๔  ชั่วโมง เพื่อขอมรณบัตร  การขอมรณบัตรต้องนำทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของพ่อไปแสดง  (พ่อได้ถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไว้เรียบร้อย  และได้มอบไว้กับลูกแต่ละคน  คนละ  ๑  ชุดแล้ว)

๒.โดยที่พ่อได้อุทิศตนเป็นวิทยาทาน ขอให้แจ้งการตายให้เจ้าหน้าที่ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์  โรงพยาบาลศิริราช  ทราบ-ภายใน  ๒๔  ชั่วโมง  (โทรศัพท์หมายเลข  ๔๑๑-๒๐๐๗  หรือ  ๔๑๑-๐๖๔๑-๙  ต่อ  ๓๐๕,  ๓๐๗,  ๓๑๒)  เจ้าหน้าที่จะมาฉีดยารักษาศพ  และรับศพไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาล

๓.หากจะทำพิธีทางศ่าสนาให้พ่อ ขอให้ใช้สถานที่วัด  ซึ่งจะเป็นวัดใดก็แล้วแต่จะสะดวก  พิธีนั้นขอให้เรียบง่าย  ไม่ต้องนำศพมาจากโรงพยาบาล  หากให้ใช้รูปถ่ายของพ่อซึ่งพ่อได้จัดพิมพ์ขยายไว้เรียบร้อยแล้ว  ตั้งแทนหีบศพ  พิธีไม่ควรจะยืดเยื้อเกิน  ๓  วัน  และควรจะสิ้นสุดลงด้วยการฟังเทศน์และทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณี

๔.หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนาแล้ว ขอให้ลงแจ้งความข่าวการตายของพ่อในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา  ๗  วันติดต่อกัน  โดยมีข้อความต่อไปนี้
"นายกรุณา  กุศลาสัย  ถึงแก่กรรมด้วยโรค...เมื่อวันที่...เดือน...พ.ศ...รวมอายุได้...ปี  เจ้าภาพได้จัดการศพเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่...เดือน...พ.ศ...ผู้ตายประสงค์ให้เรียนให้ผู้เคารพนับถือทราบทั่วกันโดยแจ้งความนี้  และขอประทานอภัย  หากได้ล่วงเกินท่านผู้ใดด้วยกาย  วาจา  และใจ  ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่"

หวังว่าลูกทั้งสามคนคงจะช่วยสงเคราะห์พ่อเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการปฏิบัติให้คำขอร้องข้างต้นของพ่อลุล่วงไปโดยดี

กรุณา กุศลาสัย

(นายกรุณา กุศลาสัย)

วันที่ ๑๓ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๙

ครับ...ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีก  ท่านอาจารย์กรุณาถึงแก่กรรมด้วยเสื่อมสภาพสังขารตามวัย  ๘๙  ปี  ทางญาติทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้ท่านในวันนี้  คือวันเสาร์ที่  ๑๕  ส.ค.ที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร   ถนนอรุณอัมรินทร์  บางกอกใหญ่  ก็อยู่ในละแวกเดียวกับวัดระฆังฯ  วัดอรุณฯ  กรมอู่ทหารเรือนั่นแหละ ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  เมื่อปี  ๒๕๔๖  แต่ที่สำคัญกับผมคือ  ผมหมั่นเพียรเรียน-อ่าน  ได้ความรู้  ได้ความคิดจากงานเขียน  งานแปลหนังสือของท่านมาแต่เด็ก  แต่มิมีวาสนาได้พบพานกับท่านเลย  และเมื่อทราบว่าถึงคราที่ท่านต้องละคราบสังขารจากภพนี้ไปตามกาลอันควรแล้ว

ศิษย์จากตัวหนังสือคนนี้  ขอคารวะแทบเท้า  "ส่งอาจารย์"  ตรงนี้ด้วยครับ!
วันนี้-วันที่  ๑๕  สิงหา  เมื่อเริ่มต้นด้วย  "ความตาย"  วันนี้  ก็อดนึกย้อนไปถึงอีกความตายหนึ่งที่จะเวียนรอบมาถึงในวันพรุ่งนี้ไม่ได้  นั่นคือความตายของ  "สุรพล  สมบัติเจริญ"

ความตายนั้น  ถ้าตรองให้เห็น-ให้เข้าใจแล้ว  ไม่ใช่การสูญเสียหรือพลัดพราก  เพราะเป็นแค่การเคลื่อนย้าย   จากที่หนึ่ง  ไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้น  เราลองทบทวนจากการเห็นคราบหู  คราบจักจั่น  ที่ลอกคราบทิ้งไว้  มีใครบ้างที่เห็นคราบงู-คราบจักจั่นแล้วเกิดความนึกคิดว่า  งูตาย-จักจั่นตาย?
สัญญา  คือความจำ  ความมั่นหมายด้วยยึดในจำ  และอุปาทาน  คือการเข้าไปทึกทัก-ยึดถือเอาสิ่งนั้นๆ  ด้วยอวิชชา  นี่แหละคือเชือกเส้นใหญ่  มัดมือ  มัดเท้า  และปิดตาเราไว้  คล้ายเห็น  แต่แท้จริงแล้ว  "ไม่เห็นอะไรเลย"!

มนุษย์ก็อย่างนั้นแหละ  แค่ลอกคราบทิ้งสังขารอันเป็นส่วนกายไว้  ในส่วนจิต-วิญญาณของทุกคน  ก็จะไป  "สืบภพ-สืบชาติ"  เติบโตต่อไป  ด้วยเหตุ-ปัจจัยอันมีภาวะต่อเนื่องตามโลกียวิสัยขับเคลื่อน
มนุษย์เราแต่ละคน  ต่างไม่รู้ว่ามาจากไหน  ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อนเลย  แล้ววันหนึ่งก็มาพบหน้ากัน  สมมุติเป็นพ่อ  เป็นแม่  เป็นเมีย  เป็นสามี  เป็นลูก  อยู่ร่วมกัน  ใช้ชีวิตร่วมกัน และแล้ววันหนึ่ง  ก็แยกย้ายด้วยการ  "ตายจาก"  กันไปสู่  ณ  ที่ซึ่งไม่มีใครได้ตามพบ  คืนสู่ความเป็นผู้ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ไปไหน  และคืนสู่ความเป็น  "คนแปลกหน้า"  ซึ่งกันและกันอนันตกาล

อีกครั้งหนึ่ง...และอีกครั้งหนึ่ง!?

ผมเอ่ยถึง  "สุรพล  สมบัติเจริญ"  ทิ้งไว้  สืบเนื่องจากตัวสัญญา  คือความจำได้ของผมนั่นแหละ  เมื่อปี  พ.ศ.๒๕๑๑  ผมเป็นนักข่าวอาชญากรรมอยู่หนังสือพิมพ์  "พิมพ์ไทย"  รายวัน  ของ  "ท่านไชยงค์  ชวลิต"  น้องชายผู้สืบต่อกิจการมาจากผู้พี่  "คุณอารีย์  ลีวีระ"  ที่ถูกมือปืนอัศวินเผ่าลอบยิงตายคาบ้านพักที่หัวหิน

พิมพ์ไทยตั้งอยู่หัวถนนสามเหลี่ยมดินแดง  ปากทางเริ่มต้นถนนวิภาวดีรังสิต  ล่าสุดเคยเป็นอาคารของสยามกลการ  และปัจจุบันนี้  ผ่านทุกคืน  ผมก็มองเหลียวหลังทุกคืน  เป็นอาคารทิ้งร้าง!

มีตังค์ซักพันล้านจะไปขอซื้อคืนมาทำโรงพิมพ์  "ไทยโพสต์"!?

คืนวันที่  ๑๕  สิงหา  ผมเข้าเวร  "ตระเวนสว่าง"  หมายความว่า  ตั้งแต่  ๓  ทุ่ม  ต้องนั่งรถข่าวตระเวนไปทั่วกรุงเทพฯ-ธนบุรี  เขตเหนือ  เขตใต้  และเขตธนฯ  ยัน  ๖ โมงเช้าจึงจะออกเวร ประมาณตี  ๒  ตี  ๓  ก็ย่างเข้าวันที่  ๑๖  สิงหา  จำแม่นว่าตระเวนไปถึงโรงพักบุปผาราม  ขึ้นไปบนโรงพัก  สิบเวรก็ถามว่า  "รู้ยัง...สุรพลถูกยิงตาย?"

"สุรพลไหน?"  ผมถาม  สิบเวรก็ว่า
"อ้าว..ก็  สุรพล  สมบัติเจริญ  ไง  ถูกยิงที่นครปฐม"

สมัยนั้น  เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยก็มีชนิดเดียวคือโทรศัพท์พื้นฐาน  ในกรุงเทพฯ  สาธารณะก็มี  แต่หายากมาก  และไม่มีทิ้งไว้ทั้งวัน-ทั้งคืน  จะโทร.ข้ามจังหวัดแต่ละทีต้องไปที่ชุมสายโทรศัพท์  พวกนักข่าวตระเวนก็อาศัยโทรศัพท์ของตำรวจบนโรงพักบ้าง  ตู้หยอดเหรียญที่พอมีบางโรงพักบ้าง

เมื่อ  ๔๐  ปีที่แล้ว  หนังสือพิมพ์ออกขายตอนเช้ากรอบเดียว  ไม่มีกรอบบ่าย  ฉะนั้น  ถึงรู้ข่าวฉับพลันว่าราชาเพลงลุกทุ่งถูกยิงตาย  การ  "รู้เร็ว-รู้ก่อน"  ยุคนั้นก็แทบไม่มีความหมายในเชิงธุรกิจ  ยิ่งโทรทัศน์-วิทยุ  เลิกพูดเลย  นอกจาก  "ข่าวทางราชการ"  แล้ว  ไม่มีอะไรที่เป็นข่าว  ยิ่งข่าวประเภทอาชญากรรมแล้ว ทั้งข่าว  และนักข่าวอาชญากรรม  เขาจัดอยู่ในประเภท  "โลว์คลาส"  ไม่มีสิทธิ์ออกโทรทัศน์  และโทรทัศน์ยุคนั้น  ๒  ยามเป๊ง  ก็  "ข่าววอ"  หมายถึงเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้น  "ปิดรายการ"  ทันที!

ผมก็เลยสองจิต-สองใจ  ประการแรก  นครปฐมอยู่ไกลนอกเขตตระเวนข่าว  ประการที่สอง  จะออกนอกเขตต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการก่อน  ไม่งั้นนอกจากเบิกค่าน้ำมันไม่ได้แล้ว  จะถูกข้อหาเอารถไปเที่ยวซ่อง  ซวยหนักไปอีก ก็ตกตี  ๔  ตี  ๕  ใครจะอยู่โรงพิมพ์ล่ะ  วิญญาณนักข่าวเข้าสิง  ผมก็ตัดสินใจ  "ไปมันเลยวะ"  สั่งคนขับให้บึ่งไปนครปฐมทันที  รู้กว้างๆ  เพียงว่าถูกยิงตายที่นครปฐม  แล้วมันตรงไหนล่ะ  สมัยนี้ก็  "ยกหูกริ๊กเดียว"  แต่สมัยนั้นมีแค่หู  ๒  หู  มันก็ต้องอิ๊กคิวซังเอาเอง

ตายแล้วเอาไปไว้ไหน...ก็ต้องโรงพยาบาล  ผมก็ตัดสินใจให้บึ่งรถไปตั้งหลักที่โรงพยาบาลนครปฐมทันที  ไปถึงก็ตีนฟ้าเปิด  สว่างแล้ว  พอหาโรงพยาบาลพบก็มุ่งหน้าไปทางห้องเก็บศพ  สมัยนั้นสร้างไว้นอกอาคารโรงพยาบาล  ผมจำได้ว่าเป็นเรือนชั้นเดียวไกลคน  พอไปถึงก็จอดรถห่างๆ  ลงเดินไปกับช่างภาพจำได้ว่าชื่อ  "คุณอารีย์  ลับไพรี"  ด้วยยังไม่แน่ใจอะไรทั้งสิ้น

อ้าว...พอเดินไปก็เห็นเปลอย่างที่ใช้หามศพวางอยู่กับพื้นหญ้าหน้าอาคารนั้นแต่ไกล  ใจเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ  พอเข้าไปใกล้ๆ  ก็พบว่าเป็นร่างไร้ลมหายใจของชายคนหนึ่งนอนหงายสงบนิ่งแผ่หราอยู่ในเปลบนพื้นดินนั้น

ใช่แล้ว  "สุรพล  สมบัติเจริญ"  ราชาเพลงลูกทุ่งนั่นเอง!!!

เขาเหมือนนอนหลับมากกว่านอนตาย  ถ้าเป็นการตาย  สุรพลก็ตายแบบมีความสุข  ตายชนิดไม่ทันรู้ตัว  ไร้อาฆาต  ผูกพยาบาทใครทั้งสิ้น  เพราะรอยยิ้มสู่แฟนๆ  ยังแผ่ซ่านตรึงทั่วกล้ามเนื้อใบหน้า  และชะงักคาขณะกระสุนขนาด  ๑๑  ม.ม.ทะลุทะลวงเข้าขมับขวาทะลุออกขมับซ้ายถึง  ๒  นัด

สุรพลอยู่ในชุดเสื้อนอกสีทองใหม่เอี่ยม  สวมรองเท้าคัตชูเรียบร้อย  มีพวงมาลัยคล้องติดอยู่กับคอ  จะมาสวมทีหลัง  หรือติดมากับตัวขณะลงจากเวทีแสดงที่หน้าวัดหนองปลาไหล  ริมถนนมาลัยแมน  เขตอำเภอกำแพงแสน  แล้วถูกมือปืนซุ่มยิงตอนเลิกก็ไม่ทราบ

ดูเหมือนว่าเลือดในกายแข็งตัวไปแล้ว  หรือเขาจะชำระคราบเลือดไปหมดแล้วก็ไม่ทราบ  ที่ขมับก็ไม่มีรอยเลือดไหล  แต่ศพไม่ซีด  มองคล้ายนอนหลับมากกว่านอนตาย  ผมยืนยัน-เพราะติดตาในฐานะเป็นนักข่าวคนแรกจากกรุงเทพฯ  ที่ไปดูศพใกล้ชิด  ก่อนที่ตำรวจและใครๆ  จะมาจัดการต่อไปตามวิธีการและขั้นตอน

ผมตีรถกลับถึงกรุงเทพฯ  ซัก  ๒  โมงเช้า  ไปขอสัมภาษณ์  "คุณศรีนวล  สมบัติเจริญ"  ที่ซอยอะไรก็ลืมไปแล้วที่ลูกทุ่งอยู่กันจำนวนมาก  แถวๆ  วงเวียนใหญ่  คุณศรีนวลในฐานะภรรยาสุรพลออกมาพบผมดูท่ายังงงๆ  อยู่ด้วยซ้ำ  เธอผิวคล้ำๆ  นุ่งกางเกงขาสั้น  ยังอยู่ในวัยสาวรุ่นและกำลังมีข่าวแยกทางกันเดินกับสุรพล  หลังจากอยู่กินกันมา  ๑๖  ปี

จนเป็นที่มาของเพลง  "๑๖  ปีแห่งความหลัง"  ที่โด่งดังและอมตะถึงวันนี้
และก็ตายในวันที่  ๑๖  พอดีเหมือนกัน!?

อืมมมม...ไม่มีอะไรหรอกครับ  พรุ่งนี้-วันที่  ๑๖  สิงหา  เป็น  ๑๖  สิงหา  ที่ผมมีอดีตจำฝังใจเกี่ยวกับการจากไปของ  "สุรพล  สมบัติเจริญ"  ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง  และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมต้องไปกิน-ไปนอนเพื่อติดตามข่าวอยู่ที่กำแพงแสนข้ามปี  จนเกือบตายตั้ง  ๓ ครั้ง  ๓  ครา  นึกถึงทีไร  ตอนนั้นไม่เสียว  แต่นอนนี้แทบเยี่ยวกะปริบ...บอกไม่เชื่อ!

เปลว สีเงิน [หนังสือพิมพ์ไทยโพส]     15 สิงหาคม 2552

Find the best web hosting service and read ipage review for more information.

ผู้เข้าชมขณะนี้

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กรุณา กุศลาสัย Develop by Joomla