Home

ช่วงวัย ของกรุณา กุศลาศัย

แรกเกิด - ๑๓ ปี
๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ เกิดในเรือกระแชง ตำบลแควใหญ่ ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ในครอบครัวพ่อค้าจีน มีพี่สาว ๑ คน ต่อมาเตี่ยถูกจับคดีใช้แบงก์ปลอม แม่ตรอมใจจนเสียชีวิต
๒๔๗๑ เข้ากรุงเทพฯ มาพำนักกับหลวงพี่ที่วัดตรีทศเทพ เข้าเรียนชั้น ป.๑ โรงเรียนดำเนินศึกษา และย้ายไปเรียนชั้น ป.๓ โรงเรียนพญาไทวิทยาคาร
๒๔๗๔ น้าสาวมารับกลับไปปากน้ำโพ เข้าเรียนชั้น ม.๑ โรงเรียนประจำมลฑลนครสวรรค์ ต่อมาน้าสาวเสียชีวิต เลยต้องไปอาศัยอยู่กับครอบครัวพ่อค้าจีนในตลาดปากน้ำโพ แต่ต้องทำงานหนักจึงตัดสินใจออกจากบ้านนาย ทำให้ต้องเลิกเรียนกลางคัน (ไม่จบชั้น ม.๓)
๑๗ กุมพาพันธ์. ๒๔๗๖ บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดตลิ่งชัน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ร่วมคณะจาริกพระโลกนาถเดินทางไปประเทศพม่าและอินเดีย มีคหปตานีภรรยาผู้บังคับการตำรวจมณฑลอุดรธานี เป็นโยมอุปัฏฐาก

ช่วงอายุ ๑๓ - ๒๖ ปี
๒๔ มีนาคม ๒๔๗๖ เริ่มเดินทางออกจากนครสวรรค์ ไปทางตาก - แม่สอด เข้าประเทศพม่าทางหงสาวดี ที่นี่คณะเดินทางเกิดแตกแยก เหลือที่จะไปต่อราว ๑๐ รูป ซึ่งต้องจำพรรษาในย่างกุ้ง หลังออกพรรษา โดยสารเรือจากย่างกุ้งไปกัลกัตตาแล้วต่อต่อรถไฟไปนครราชคฤห์ ระหว่างรอพระโลกนาถไปรับพระเณรจากลังกามาสมทบได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง คือ ลุมพินี พุทธคยา สารนาถ และกุสินารา
ปลายปี ๒๔๗๗ ผู้ร่วมคณะต้องล้มป่วยลง กอปรกับพระโลกนาถยังไม่กลับมา ทั้งหมดจึงตัดสินใจกลับเมืองไทย แต่สามเณรกรุณาต้องพักรักษาตัวอีกระยะ และขออยู่ในอุปการะของสมาคมมหาโพธิ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณาสีตั้งแต่นั้นมา ทำให้ได้เรียนภาษาฮินดี อังกฤษ บาลี สันสกฤต และภาษาฮินดีได้เป็นที่ ๑ ของประเทศอินเดีย (สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาฮินดีตั้งแต่เกิด) ระหว่างนี้เริ่มเขียนข่าวและบทความมาลง ธรรมจักษุ พุทธศาสนา ประชาชาติ ในประเทศไทย
ปี ๒๔๘๑ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จประพาสดินเดีย สามเณรกรุณาได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนจากพระองค์ด้วย
ปลายปี ๒๔๘๒ ย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวิศวภารติ ศานตินิเกตัน และได้เป็นเลขานุการส่วนตัว ศาสตราจารย์ตัน หยุน- ฉาน ผู้อำนวนการคณะจีนศึกษา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕ ถูกจับกุมขังตัวตามกฎหมายระหว่างประเทศ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตัดสินใจลาสิกขาบท ณ ค่ายกักกันที่ป้อมปราการปุราณา นครนิวเดลฮี เมื่อเมษายน ปี ๒๔๘๕ จากนั้นได้พบรักกับ โยโกะ โมริโมโตะ เชลยสาวชาวญี่ปุ่นในค่ายเดียวกัน (แต่ต้องพลัดพรากกันหลังสงครามสงบ) ต่อมารัฐบาลอินเดียย้ายเชลยทั้งหมดไปอยู่ค่ายเทวลี ที่นี่ได้พบพระโลกนาถซึ่งถูกจับเป็นเชลยเช่นกัน
ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังสงครามสงบราว ๙ เดือน ได้รับการปล่อยตัวออกจากค่ายเทวลีให้กลับถิ่นฐานเดิม โดยรถไฟขบวนพิเศษมาส่งลงเรือที่นครบอมเบย์ แต่ต้องมาตกค้างอยู่ในค่ายจูรอง สิงคโปร์ อีกพักใหญ่ ก่อนหาหนทางกลับเมืองไทยจนได้ขึ้นบกที่ท่าน้ำราชวงศ์ - ทรงวาด เมื่อ ๔ สิงหาคม ๒๔๘๙ รวมเวลาอยู่ในประเทศอินเดียราว ๑๒ ปี

ช่วงอายุ ๒๖ - ๓๘ ปี
๒ ตุลาคม ๒๔๘๙ สอนภาษาสันสกฤต อินเดีย และไทย ที่อาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารต จากนั้นได้เป็นล่าม พนังงานแปล และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ในสถานกงสุลอินเดีย (ภายหลังเป็นสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย) ในปีถัดมา ระหว่างสอนภาษาที่อาศรมฯ ได้รู้จักกับเรืองอุไร หิญชีระนันทน์ คู่ชีวิตใสเวลาต่อมา (จดทะเบียนสมรส ณ อ.บางกอกน้อย เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๔๙๒) ทั้งนี้ได้ร่วมกันแปลคัมภีร์พุทธจริต ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๔๙๓ และแปลหนังสืออื่นๆ ต่อๆ มาอีกหลายเล่ม
กรกฎาคม ๒๔๙๓ ตามหาพี่สามพบที่บ้านพักข้าราชการสรรพสามิต อ.หนองแค จ.สระบุรี
หลังจากกัน ๑๖ ปี
ปี ๒๔๙๔ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยเชิญแสดงปาฐกถาต่อมาได้รับเลือกเป็นกรรมการวิเทศสัมพันธ์ของพุทธสมาคม จากนั้นพระพิมลธรรม อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เชิญไปสอนหนังสือที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๕ ได้ลูกสาวคนแรก ในปีถัดมามีโอกาสได้เข้าร่วมฉัฏฐสังคายนา (การชำระสะสางพระไตรปิฎกครั้งที่ ๖) ณ ประเทศพม่า ซึ่งจัดขึ้นโดยอูนู นายกรัฐมนตรีพม่า จากนั้นได้พาคณะพระพิมลธรรมไปนมัสการสังเวชนียสถานในอินเดียและศึกษาพระศาสนาในเกาะศรีลังการาว ๓ สัปดาห์ (๖ มิถุนายน - ๓๐ มิถุนายน ๒๔๙๖)
๒๔๙๖ - ๙๗ เป็นผู้แปลสุนทรพจน์ของหัวหน้าคณะองค์กรฟื้นฟูศีลธรรม M.K.A. ครั้งมาเยือนไทย ในการณ์นี้ได้รู้จักผู้ใหญ่หลายท่าน และได้รู้จักกับคุณสังข์ พัธโนทัย คนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
กุมภาพันธ์ - เมษายน ๒๔๙๗ พาคณะพระครูศรีธรรมคุณ แห่งวันเวฬุราชิน ตลาดพลู ไปนมัสการพุทธสถานในอินเดียและเนปาล โดยมี สังข์ พัธโนทัย ร่วมคณะไปด้วย ทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น และเป็นเหตุให้รู้จัก อารี ภิรมย์ ในเวลาต่อมา ในปลายปีนี้ได้พาคณะธรรมยาตราไปทัศนศึกษาที่อินเดีย และในปีเดียวกันนี้ ได้ร่วมต้อนรับบัณฑิตยวาหระลาล เนห์รู ขณะแวะเยือนไทยระหว่างเดินทางไปอินโดนีเซีย
ปี ๒๔๙๘ เป็น ๑ ใน ๔ คณะทูตใต้ดินไปผูกไมตรีกับประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง และนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน
ปี ๒๔๙๙ กระทรวงวัฒนธรรมขอยืมตัวให้ร่วมคณะไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล ที่นครบอมเบย์ ราว ๒ เดือน
๑๖ ตุลาคม ๒๔๙๙ ลาออกจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ไปเป็นบรรณาธิการข่าวต่างประเทศที่หนังสือพิมพ์เสถียรภาพ
กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๐๐ เป็นเลขานุการคณะพ่อค้าข้าวไทยไปเจรจาตกลงขายข้าวให้แก่ประเทศจีน
๑๖ สิงหาคม ๒๕๐๐ ได้บุตรชายคนที่ ๒
ต้นปี ๒๕๐๑ แปลปาฐกถาของ Dr.Ernst Bnez ผู้เชี่ยวชาญศาสนาวิทยาชาวเยอรมัน ที่วัดมหาธาตุฯ ส่งผลให้เอกอัครราชทูตเยอรมนีซึ่งอยู่ในที่นั้น เชิญไปเยือนเยอรมันตะวันตกเป็นเวลา ๔ สัปดาห์ (๘ ก.ค. - ๖ ส.ค. ๒๕๐๑) เมื่อครบกำหนดจึงได้ท่องเที่ยวยุโรปต่ออีก ๖ ประเทศ รวมทั้งประเทศกรีซ ซึ่งทำให้มีโอกาสสัมภาษณ์สังฆราช Makarios ผู้นำชาวไซปรัสต่อสู้อังกฤษ (ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐไซปรัส) ลงหนังสือพิมพ์เสถียรภาพ

ช่วงอายุ ๗๘ - ๔๖ ปี
๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทนจอมพล ถนอม กิตติขจร
ส่งผลให้ในวันรุ่งขึ้นสันติบาลล้อมบ้านและคุมตัวไปไว้กองปราบปทุมวันในข้อหาคอมมิวนิสต์ ถูกขังอยู่ที่นี่ราวสามเดือนครึ่ง ก่อนถูกย้ายไปคุมขังที่กองปราบสามยอดเพราะห้องขังแน่นมาก แต่อยู่ได้เพียง ๒๐ วัน ก็ทนสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะไม่ไหว จึงยื่นคำร้องขอกลับมาที่กองปราบปทุมวันในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นราวหนึ่งปี ถูกย้ายไปเรือนจำการเมืองชั่งคราว ลาดยาว ซึ่งเป็นที่ให้กำเนิดหนังสือแปลกว่า ๑๐ เล่ม ในเวลาต่อมา
๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ หลังจากถูกจำคุกแช่เย็นราว ๔ ปีเศษ จึงเริ่มมีการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นไปอย่างล่าช้า ต่อเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมในปี ๒๕๐๖ คดีจึงผ่อนคลายได้เร็วขึ้น
๑๙ เมษายน ๒๕๐๙ ขอประกันตัวออกมาพักที่บ้านเพื่อรักษาอาการป่วยจากโรคเครียด ต่อมาได้ทราบข่าวพระโลกนาถมรณภาพด้วยโรคมะเร็งที่เมืองแม่เมียว ประเทศพม่า เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จากนั้นได้ทราบข่าวว่า ศรี เทวปริยะ วาลิสิงหะ เลขาธิการสมาคมมหาโพธิ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๑
๒๔ มิถุนายน ๑๕๑๒ ได้รับการถอนฟ้องหลังจากถูกคุมขังนานราว ๘ ปี จากนั้นได้ร่วมทำงานกับคณะหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “กรุงเทพฯ วิจารณ์”

ช่วงอายุ ๔๙ - ๖๕ ปี
๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ ทราบข่าวพระยาอนุมานราชธนถึงแก่กรรม หลังจากนั้นราว ๓ เดือน ทราบข่าวอีกว่า บัณฑิตรฆุนาถ ศรมา ผู้อำนวยการอาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารต ถึงแก่กรรม
กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เป็นมัคคุเทศก์พาคณะ ส.ส. พิษณุโลก ไปถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับสังเวชนียสถานที่อินเดียประมาน ๑ เดือน
๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ บรรยายเรื่อย “ภิกขุโลกนาถที่ข้าพเจ้ารู้จัก” ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ต่อมามูลนิธิ Friedrich - Naumann - Stiftung เชิญไปดูกิจการสื่อสารมวลชนและเลือกตั้ง ส.ส. ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน - ๒ ธันวาคม ๒๕๑๕
ปลายปี ๑๕๑๖ บรรยายพิเศษ “ความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ในวรรณคดีตะวันออก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ รพินทรนาถ ฐากุร “แก่คณะสังคมและมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และรับเชิญสอนภาษาอังกฤษให้คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างปี ๒๕๑๖ - ๑๘
๒๔ มีนาคม - ๑๑ เมษายน ๒๕๑๘ เป็นผู้อำนวยการการประชุมอาศรมแปซิฟิก ที่วัดเชิงดอยผาลาด เชียงใหม่ ต่อมาได้เดินทางร่วมกับอารี ภิรมย์ ไปฮ่องกงเพื่อหาลู่ทางเจรจาค้าขายกับประเทศจีนในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
๒๕๒๑ - ๒๕๒๓ สอนวิชาแปลข่าวหนังสือพิมพ์ ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๒๒ สมาคมมิตรสัมพันธ์ต่างประเทศของประเทศจีน เชิญไปเยือนจีน ๓ สัปดาห์ ต่อมาสภาวัฒนธรรมสัมพันธ์ของประเทศอินเดีย เชิญไปทัศนศึกษา ๑๐ วัน (๒ - ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๒)
กันยายน ๒๕๒๓ เกษียณอายุตัวเอง โดยลาออกจากงานหนังสือพิมพ์ตามภรรยาที่เกษียณอายุราชการ เพื่อใช้เวลาท่องเที่ยวร่วมกันทั้งในและต่างประเทศ ในวาระที่ทั้งคู่มีอายุครบ ๖๐ ปีนี้ ได้จัดพิมพ์คัมภีร์พุทธจริต เป็นครั้งที่ ๒ ด้วย
ปี ๒๕๒๔ เดินทางร่วมกับภรรยาไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย และร่วมเดินทางกับคณะของคุรุสภาไปทัศนาจรอเมริกา ปีถัดมาได้ไปทัศนาจรที่เกาะศรีลังกากับคณะธัมมาพาเที่ยวในเดือนพฤษภาคม จากนั้น ๓ เดือน ได้ไปเที่ยวรุสเซียกับบริษัท เถกิงทัวร์
๑๑ กันยายน ๒๕๒๕ รับรางวัลดีเด่นประจำปี ๒๕๒๔ ในการผลิตผลงานเพื่อเยาวชน ประเภทหนังสือแปล เรื่อง “ชีวประวัติของข้าพเจ้า” โดย มหาตมา คานธี จากคณะส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ
ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ร่วมการประชุมภาษาฮินดีสากล ครั้งที่ ๓ ที่นครนิวเดลี และท่องเที่ยวต่อในภาคเหนือของอินเดียประมาณ ๑ เดือน
พฤษภาคม ๒๕๒๗ ไปเนปาล และได้เริ่มต้นเขียนบันทึก “ชีวิตที่เลือกไม่ได้” ในรูปแบบของจดหมายถึงลูกจำนวน ๓๓ ฉบับ โดยหวังให้ผู้อื่นได้อ่านเล่นๆ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชีวิตตัวเอง

ช่วงอายุ ๖๕ ปี - ปัจจุบัน
ปี ๒๕๓๐ หนังสือ “ชีวิตที่เลือกไม่ได้” ได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ปี ๒๕๓๒ รับมอบเข็มและใบประกาศเกียรติคุณจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะที่ “ได้เป็นกำลังหนุนสำคัญในการช่วยพัฒนาการบริการและวิชาการให้เจริญก้าวหน้าและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น”
ปี ๒๕๓๘ รับรางวัล “ศรีบูรพา”
ปี ๒๕๓๙ รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากศูนย์ส่งเสริมพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในฐานะได้ทำคุณประโยชน์ต่อพุทธศาสนาในด้านการแต่งหนังสือ
ปี ๒๕๔๐ ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาวรรณศิลป์ (แปล สารคดี ความเรียง) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ปี ๒๕๔๑ รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา
ปี ๒๕๔๒ รับเกียรติบัตรจากโรงเรียนนครสวรรค์ ในฐานะ “ศิษย์เก่าที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและช่วยเหลือโรงเรียนนครสวรรค์”
ปี ๒๕๔๔ รางวัลนราธิปจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

Find the best web hosting service and read ipage review for more information.

ผู้เข้าชมขณะนี้

เรามี 9 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กรุณา กุศลาสัย Develop by Joomla