Home ประวัติ

อาลัยถึงอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์

คืนนี้ อีก ๒ นาทีจะ ๓ ทุ่ม ขณะที่กำลังนั่งตาปรืออยู่หน้าตำราเรียน ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณกิตติพงษ์ (ผู้ไปมาหาสู่และเจอกันที่บ้านอาจารย์) ว่าอาจารย์กรุณา กุศลาสัย  ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตเมื่อตอนเย็นวันนี้ (พฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒) ที่บ้านลูกชายในซอยหลังไปรษณีย์บางกอกน้อย

ผมติดต่อไปที่บ้านลูกชายของท่าน ก็ได้รับข่าวจากลูกสะใภ้ของท่านว่าอาจารย์เสียชีวิตด้วยโรคชราขณะที่นอนอยู่ที่บ้าน มารู้ว่าอาจารย์สิ้นลมเอาเมื่อคนทำงานบ้านไปปลุกตอนเย็นปรากฏว่าอาจารย์หมดลมเสียแล้ว ตอนนี้ทั้งลูกสาวและลูกชายของท่านอยู่ต่างประเทศทั้งสองคน ลูกสะใภ้ท่านแจ้งคร่าวๆ ในเบื้องต้นว่าอาจารย์กรุณาทำหนังสือบริจาคศพให้โรงพยาบาลศิริราช  พรุ่งนี้ (ศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม) โรงพยาบาลจะมารับศพ


ศาสตราจารย์ เรืองอุไร กุศลาสัย และลูกสาว

กำหนดทำพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่อาจารย์กรุณา กุศลาสัย ที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร ศาลา ๑ ถ.อรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่  ในวันเสาร์ที่ ๑๕ - วันศุกร์ที่ ๒๑ สิงหาคม   เวลา ๑๘.๓๐ น.

อาจารย์กรุณา กุศลาสัย  (๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๓  - ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒) มีอายุ ๘๘ ปี ๓ เดือน

โอกาสนี้ ผมยังไม่ได้เขียนบทความขึ้นใหม่ จึงขอนำบทความที่เคยเขียนบางแง่มุมเกี่ยวกับอาจารย์กรุณาไว้เมื่อหลายปีก่อน ตอนท่านมีอายุ ๘๔ ปีมาเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงคุณูปการต่อความรู้เรื่องอินเดียในสังคมไทย และคุณความดีของท่าน

ราตรีสวัสดิ์ครับ. . . อาจารย์ที่เคารพยิ่ง
**************

ของขวัญวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๘๔ จากศรีภรรยาของศิลปินแห่งชาติ

ในวาระสำคัญต่างๆ ในชีวิตของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย เช่น วันคล้ายวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ หรือในโอกาสที่ได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ ฯลฯ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ศาสตราจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย ภรรยาคู่ชีวิต จะแต่งคำประพันธ์มอบเป็นของขวัญแด่อาจารย์กรุณา ผู้ที่ท่านเรียกว่า “ครู” เสมอมา  ทุกวันนี้แม้ว่านัยน์ตาท่านมืดต่อโลกภายนอกก็ตามแต่ศาสตราจารย์เรืองอุไรก็ยังคงแต่งคำประพันธ์มอบให้ “ครู” ของท่านตามวาระต่างๆ เช่นปกติ เพียงแต่ต้องขอแรงให้คนอื่นช่วยเขียนตามคำบอกแทน

เมื่อครั้งขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ครั้งนั้นของขวัญที่อาจารย์กรุณาได้รับมีชื่อว่า “แด่...กรุณา กุศลาสัย” เนื้อความมีว่า

“มุทิตาจิตจอดพ้น                พร่ำพรรณน์       พ่อเอย
สามเก้าศกใหม่มหัน-                    ตสุขพร้อง
ดุษฎีบัณฑิตสันต์                        สิริเกียรติ           นักเอย
ขุนพ่อรามคำแหงซร้อง                  สฤษฎ์สร้างสถาบัน

จวบวันปีใหม่มาส                 มกรา-               คมเอย
ข่าวพ่อรับปริญญา                      เอกอ้าง
เป็นเกียรติแก่อาตมา                   ยลยิ่ง                นักพ่อ
วโรกาสสู่ศิกข์สร้าง                      ส่งให้สุขศานติ์

เถลิงศกสามเก้านี้                ดลดิถีมโหฬาร
กรุณาปิยาจารย์                         รับพระราชทานเกียรติดุษฎี
บัณฑิตกิตติมศักดิ์                      ซาบซึ้งประทักษ์สดใสศรี
สมศักดิ์ไทย-คดี                        อีกภาษาตะวันออกไถง

ดอกเตอร์ออฟฟิโลโซฟี่         ดุษฎีบัณฑิตสมัย
ประกาศเกียรติกิตติประมัย              เอกปริญญาวิชาการ
คุณงามความดีหลาย                     มูนมากมายทุกสถาน
มอบไว้ให้ดวงมาลย์                      ส่งสืบสารสะดวกดาย

ก่อเกิดปฏิสัมพันธ์                เชิงสร้างสรรค์สมัครหมาย
สุปรารถนาแก่ชนหลาย                   หากภิปรายก็มากมวล

น้ำจิตคิดกว้างไกล                โอบอ้อมไปเพื่อชนชวน
อวยภักดิ์เสพสมัครสรวล-                 เสวนากุศลาสัย

แผ่เผื่อเพื่อโภชผล               ดั่งอุปดลชนทั่วไป
ผันผ่อนอ่อนเอาใจ                       หนุนเนื่องให้พลังเมตตา

น้อมอ่อนห่อนโอ่อาตม์           วิสัยปราชญ์พ่อเพียรสา-
ทรละล้วนควรคณนา                       เนื่องนับน่าขอบคุณครัน

เดชะอุตสาหะล้วน               โดยมากมวลพยายามมั่น
ภารกิจนิจนิรันดร์                        จึ่งสร้างสรรค์ได้เสมอมา

ขอพ่อพึงประสงค์               ใดจำนงสมปรารถนา
ตามเหตุเสฐสร้างมา                  อายุวัฒนาตลอดไปไชโยเทอญฯ”

นี้เป็นคำประพันธ์ที่ภรรยาเขียนให้สามีที่อยู่กินกันมานับครึ่งศตวรรษ (ณ ตอนที่เขียนคำประพันธ์บทนี้)  ถ้าไม่บอกคงจะเข้าใจจากเนื้อความที่หวานหยดย้อยว่าน่าจะเป็นคำประพันธ์ของหนุ่มสาวที่เพิ่งจีบกันใหม่ๆ


รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติประจำปี ๒๕๔๖ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกับศิลปินแห่งชาติอีก ๓ ท่าน เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

ในความเป็นจริงของชีวิตในวัยหลัง ๘๐ ภรรยาประสาทตาเสื่อมเนื่องจากใช้สายตามากมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวกเช่นคนนัยน์ตาดีทั่วไป สามีจึงต้องคอยปรนนิบัติเสมือนหนึ่ง “ดวงตาและไม้เท้า”  ยามกินก็ต้องคอยเอาก้างปลาออกให้ ต้องเป็นดั่ง “ไม้เท้า” นำภรรยาไปประชุมคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย ที่ราชบัณฑิตยสถานทุกวันพุธ ฯลฯ ส่วนอาจารย์กรุณาก็ไม่ได้ถือว่าเป็นภาระ แต่ “ถือเป็นการปฏิบัติต่อกัน ผลัดกันรับใช้ซึ่งกันและกัน สมัยก่อนเขาดูแลส่งข้าวส่งน้ำให้ผม ตอนช่วงติดคุกการเมืองยุคจอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องดูแลเขา” (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑)

ของขวัญชิ้นล่าสุดที่อาจารย์กรุณาได้รับจากภรรยาคู่ขวัญ คือชิ้นที่ได้รับเมื่อวันคล้ายวันเกิดครบ ๘๔ ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ชื่อว่า “จัตวาสีติพรรษา” มีดังนี้

“พุทธรัตนะเนื่องพร้อม                     พระพุทธคุณ
ธรรมรัตนะเนื่องหนุน                                       เพียบพร้อง
สังฆรัตนะอดุลย์                                            เพิ่มอีก  เล่านอ
พรพระไตรรัตน์ซร้อง                                       เกริกก้องเกียรติคุณ ฯ
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์                                        ศรีศรีศรีศุภฤกษ์จะเบิกวรทิวา
จันทร์สิบ ณ พฤษภาคม                                   อุฬาร
เจ็ดรอบอายุวิวัฒน์สวัสดิวรการก้องเกียรติมโหฬาร    กระจาย
ด้วยเดชไตรรัตนาธิคุณอดุลหมายส่งสุข ณ ใจกาย    นิรันดร์
คิดใดได้ก็จุ่งสมมโนรมพลันสืบเจตนาอัน                วิไล
“ศิลปินแห่งชาติ” สุประกาศวรไฉนพุทธศกสี่เจ็ดกระไร    ตระการ !
ศรี ! โอม ! โสม ! สุขสวัสดิ์พิพัฒน์วรสุธาร              จงเจตนาการ        
ลุสมโภชประโยชน์ชัย  ชโย เทอญ ฯ”

ท่านทั้งสองเป็นคู่ที่เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้แก่วงวรรณกรรมไทยในนามของ “กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย” มานานกว่าครึ่งศตวรรษ อุทิศแรงกาย แรงสติปัญญาและแรงใจร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานมาตั้งแต่แรกรู้จักกัน เริ่มตั้งแต่มหากาพย์พุทธจริต (อันเป็นเสมือนเครื่องมือให้ศรกามเทพเริ่มทำงาน จนจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๒) เรื่อยมาถึงผลงานอื่น เช่น มหาภารตยุทธ, เมฆทูต, คีตาญชลี, เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง, ข้าพเจ้าทดลองความจริง, แด่นักศึกษา, โลกทั้งผองพี่น้องกัน, วาทะคานธี, อมตวาจา ของ มหาตมา คานธี, พบถิ่นอินเดีย, พระพุทธเจ้าในทัศนะสามรัตนบุรุษของอินเดีย, ภารตวิทยา : ความรู้เรื่องอินเดียทางวัฒนธรรม, วัฒนธรรมสัมพันธ์ ไทย-อินเดีย, อินเดีย อนุทวีปที่น่าทึ่ง ฯลฯ (นอกจากนี้ยังมีผลงานเดี่ยวของทั้งสองท่านอีกหลายเล่ม)


ถวายหนังสือ “วัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-อินเดีย” แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

ผลงานเหล่านี้ล้วนอำนวยประโยชน์แก่วงการอักษรศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม อย่างอเนกอนันต์ สมดังคำประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช ๒๕๔๖ “ผลงานสร้างสรรค์ของกรุณา กุศลาสัย จึงมีคุณค่าทางปัญญาและปรัชญาที่มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ นับเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทยอย่างยิ่งทั้งที่เรียบง่ายและวิจิตรอลังการตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า ๖๐ ปี”

รวมถึงความเห็นของนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่กล่าวไว้ว่า “ถ้าพูดถึงอินเดียแล้วไม่พูดถึงอาจารย์กรุณาคงไม่ได้...ถ้าท่านผู้ใดต้องการเข้าถึงจิตวิญญาณของอินเดียก็ควรติดตามงานของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย” (นิตยสารหมอชาวบ้าน มิถุนายน ๒๕๔๖)


ภาพในงาน “๗ รอบนักษัตร อ.กรุณา-อ.เรืองอุไร กุศลาสัย”  ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา  เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖...นักประพันธ์ชื่อดัง ศักดิ์ชัย บำรุงพงษ์ (เสนีย์ เสาวพงษ์) กำลังรดน้ำอาจารย์ทั้งสอง  ขณะที่สมบูรณ์ วรพงษ์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส กำลังเก็บภาพด้วยกล้องดิจิตอล

ชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้เกื้อกูลซึ่งกันและกันทำให้ชาวไทยได้รับรู้เรื่องราวจากชมพูทวีปด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งและภาษาที่ไพเราะ ตั้งแต่วรรณคดีโบราณ จนถึงผลงานของรัตนบุรุษแห่งอินเดียทั้ง ๓ คน คือ รพินทรนาถ ฐากุร (เจ้าของสมญานาม “คุรุเทพ”), มหาตมา คานธี (เจ้าของสมัญญา “ราษฏรปิตา”) และบัณฑิตยวาหรลาล เนห์รู (ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้สร้างอินเดียใหม่”) ท่านทั้งสองคือผู้จุดคบไฟด้านภารตวิทยา (Indology) ให้ลุกโชนขึ้น และสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยในด้านภารตวิทยาโดยแท้เทียว


ภาพอาจารย์ทั้งสองที่บ้านลูกชายซึ่งเป็นรูปสุดท้ายที่ถ่ายไว้ (พาหลานสาวไปเยี่ยมเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒)

ศาสตราจารย์เรืองอุไรพูดถึงสามีของท่านไว้ว่า “ดิฉันมีชีวิตร่วมกับคุณกรุณามาห้าสิบปี คุณกรุณาเป็นคนดีมาก ดีทั้งกาย วาจา ใจ มีท่าทีที่อ่อนน้อม การติดต่อกับใครก็รู้สึกว่าดีมาก คิดว่าเป็นผลบุญที่ได้ประกอบมา และต้องตกอยู่ในต่างประเทศ และเป็นนิสัยที่แท้จริงด้วย…เขามีแต่ความปรารถนาดีต่อคนอื่น ไม่คิดร้ายต่อใคร เราอยู่กันด้วยความเห็นใจ รู้ใจกัน ฉะนั้น จึงมีความรู้สึกซาบซึ้งต่อกัน…คุณกรุณามีความพยายามทำงานด้านการเขียน ดิฉันก็ชอบการประพันธ์ ก็พยายามช่วยกันทำ เราทั้งสองมีอะไรที่คล้ายกัน เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่คนละเดือน คุณกรุณาแก่กว่าดิฉันเดือนหนึ่ง” (วารสาร ๕ พฤษภา ๒๕๓๘)

เพราะความ “ซาบซึ้งต่อกัน” และ “เราทั้งสองมีอะไรที่คล้ายกัน” นี่เอง ทำให้เกิดความไพเราะสวยงามในผลงานที่รังสรรค์ ดังเช่นบทที่ ๓๕ ในคีตาญชลี รพินทรนาถ ฐากุร รจนาด้วยภาษากวีว่า

“Where the mind is without fear and the head is held high;
Where knowledge is free;
Where the world has not been broken up into fragments by narrow domestic walls;
Where words come out from the depth of truth;
Where tireless striving stretches its arms towards perfection;
Where the clear stream of reason has not lost its way into the dreary desert sand of dead habits;
Where the mind is led forward by thee into ever-widening thought and action –
Into that heaven of freedom, my Father, let my country awake.”

ขณะที่สามีถอดใจความออกมาเป็นภาษาไทยตอนที่ถูกคุมขังในคุกการเมือง (รวมแล้วกว่า ๘ ปี) เมื่อไปเยี่ยมอาจารย์กรุณาในคุกในวันเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาก็รับต้นฉบับกลับมาทำให้เป็นภาษาที่สละสลวยสวยงามด้วยจิตวิญญาณของจินตกวีว่า

“ณ ที่ใดดวงใจมิไหวหวั่น
ไม่พรึงพรั่นหวั่นระแวงแหนงฉงาย
ณ ที่ใดอยู่ได้ด้วยเกียรติพราย
มิต้องค้อมเศียรถวายผู้ใดเลย

ณ ที่ใดไร้ซึ่งอวิชา
ล้วนวาจาส่อสัตย์จัดเฉลย
ณ ที่ใดโลกหล้าพาเสบย
ไม่เฉยเมยเกี่ยงวิรุธประทุษฐ์กัน

ณ ที่ใดมีความพยายามยิ่ง
อุตสาหะเพื่อสิ่งสมบูรณ์มั่น

ณ ที่ใดธารใสแห่งเหตุนั้น
ไม่เหือดแห้งไปพลันด้วยชาชิน

ณ ที่ใดดวงใจจรดล
สู่สถลแห่งกรรมกระทำสิ้น
อีกพลังจิตตาเป็นอาจิณ
ขอสวรรค์โปรดยินดลบันดาล
มาตุภูมิข้าไซร้ได้สัญจร
สู่นครอันบำราศเรื่องร้าวฉาน

ณ ที่นั้นขอพระโปรดประทาน
ให้สัมฤทธิ์กิจการสมใจเทอญฯ”

ในสังคมปัจจุบันที่การหย่าร้าง การแยกกันอยู่กลายเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมการมี “กิ๊ก” กำลังฟ่องฟู บางคู่แต่งงานกันด้วยรูปร่างหน้าตา ศักดิ์ตระกูล หรือฐานะทางสังคม เวลาให้หลังไม่นานก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคู่ ทั้งที่คาดหวังต่อกันว่าจะร่วมหอลงโรงกันจนถึง “ถือไม้เท้ายอดทอง ตระบองยอดเพชร” แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังชื่นใจว่ายังมีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่อยู่กินกันมากว่า ๕๕ ปี (ซึ่งเป็นบุญและมงคลชีวิตของผมที่ได้รู้จัก) ยังมีความปรารถนาดีต่อกัน ยังเดินจูงมือถือแขนกัน และยังเขียนกลอนให้กันคล้ายดั่งหนุ่มสาวแรกรักกันใหม่ๆ …สามีและภรรยาคู่นั้นชื่อ “กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย”

Find the best web hosting service and read ipage review for more information.
กรุณา กุศลาสัย Develop by Joomla